Tag Archives: กะหล่ำดอก

กะหล่ำดอก – การเก็บเกี่ยว

กะหล่ำดอก – การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยว

สังเกตได้จากขนาดของดอกที่มีขนาดโตเต็มที่และเป็นก้อนแน่นก่อนการยืดตัว ไปเป็นช่อดอก ทั้งนี้อาจจะนับจากจำนวนวันที่ดอกเริ่มเจริญพอสังเกตเห็นได้ต่อไปอีกประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็เก็บเกี่ยวได้หากอากาศไม่หนาวเกินไป หรือสังเกตจากอายุการเก็บเกี่ยว โดยพันธุ์เบาจะมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60 วันหลังจากย้ายกล้า และพันธุ์หนักมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วันหลังจากการย้ายกล้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ วิธีการเก็บเกี่ยวโดยใช้มีดตัดดอกกะหล่ำให้มีส่วนของใบบริเวณใกล้ดอกติดมา ด้วย 2-3 ใบ เพื่อป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการขนส่ง ควรเลือกตัดดอกที่ยังอ่อนแต่โตเต็มที่แล้วคือ ดอกกำลังมีสีครีมและหน้าดอกเรียบ

กะหล่ำดอก – การคลุมดอก

กะหล่ำดอก – การคลุมดอก

การคลุมดอก

เมื่อดอกกะหล่ำมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-7 เซนติเมตร ควรมีการคลุมดอก โดยรวบใบบริเวณปลายยอดเข้าหากันอย่างหลวมๆ ระวังอย่าให้แน่นเกินไป แล้วใช้ยางรัดของมัดไว้ จะทำให้ดอกกะหล่ำมีสีขาวนวลน่ารับประทาน มีคุณภาพดี เหตุที่ต้องมีการคลุมดอกก็เพื่อป้องกันแสงแดดส่องถูกผิวของดอกกะหล่ำ ทำให้ดอกมีสีเหลืองจากรังสีอุลตร้าไวโอเลตซึ่งตลาดมักไม่ต้องการ หลังจากคลุมดอกประมาณ  1 สัปดาห์ ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ แต่ในฤดูร้อนจะเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น ปัจจุบันกะหล่ำดอกพันธุ์ใหม่ๆ จะมีใบคลุมดอกได้เองโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องคลุมดอกให้

กะหล่ำดอก – การใส่ปุ๋ย

การใส่ปุ๋ย

ในระยะแรกควรมีการให้ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปของแอมโมเนียมซัลเฟตหรือยูเรีย จากนั้นจึงใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 15-15-15 ในอัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่เป็น 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกใส่รองก้นหลุมก่อนปลูก และครั้งที่ 2 ใส่เมื่อกะหล่ำดอกอายุ ประมาณ 30-40 วันหลังย้ายปลูก โดยโรยใส่ข้างต้นแล้วพรวนดินกลบ  การพรวนดินควรทำในระยะแรกขณะที่วัชพืชยังเล็กอยู่พร้อมกับการกำจัดวัชพืช พร้อมกันไปด้วย

กะหล่ำดอก – การให้น้ำ

กะหล่ำดอก – การให้น้ำ

การให้น้ำ

ในช่วงแรกไม่ต้องให้น้ำมากนัก เพียงให้ดินมีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ ถ้าแฉะเกินไปจะเป็นโรคเน่าเละได้ง่าย เมื่อกะหล่ำดอกโตขึ้นก็ให้น้ำมากขึ้นเพราะการระเหยน้ำเกิดเร็วขึ้น โดยให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เวลาเช้าและเย็น อย่าปล่อยให้กะหล่ำดอกขาดน้ำ เพราะจะชะงักการเจริญเติบโตและกระทบกระเทือนต่อการสร้างดอก ทำให้คุณภาพและปริมาณดอกลดลง ในฤดูแล้งควรมีการคลุมดินด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง จะช่วยให้รักษาความชื้นในดินไว้ได้ดี

กะหล่ำดอก – วิธีปลูก

กะหล่ำดอก – วิธีปลูก

วิธีปลูก

ก่อนย้ายต้นกล้าให้รดน้ำบนแปลงเพาะกล้าให้ชุ่มแต่ไม่แฉะ ควรย้ายกล้าในวันที่แดดไม่จัด และย้ายในเวลาเย็นหรือช่วงอากาศมืดครึ้ม เพื่อไม่ให้ต้นกล้าคายน้ำมากไปทำให้เหี่ยวตายได้

กะหล่ำดอกมี ระบบรากตื้น การเตรียมดินเพียงขุดดินให้ลึก 15-20 เซนติเมตร ตากดินไว้ 5-7 วัน เก็บเศษหญ้า เศษวัชพืชออกให้หมด ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วคลุกเคล้าลงไปในดิน พรวนย่อยหน้าดินให้มีขนาดเล็ก ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 40 เซนติเมตร ระหว่างแถว 60 เซนติเมตร กลบดินกดบริเวณโคนต้นให้แน่น คลุมโคนต้นด้วยฟางหรือหญ้าแห้งเพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน รดน้ำให้ชุ่ม ถ้ามีแสงแดดจัดควรหาที่บังแดดให้ อาจใช้ทางมะพร้าวคลุมไว้ 3-5 วัน

กะหล่ำดอก – การเพาะกล้า

กะหล่ำดอก – การเพาะกล้า

การเพาะกล้า

ไถดินแปลงเพาะกล้าให้ลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร ตากทิ้งไว้ 5-7 วัน   แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกให้ทั่ว หว่านเมล็ดให้กระจายอย่างสม่ำเสมอ   หว่านกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหรือดินผสมละเอียด หนา0.6-1 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งสะอาดบางๆ รดน้ำให้ชุ่ม  เมื่อต้นกล้างอกเริ่มมีใบจริง ถอนแยกต้นที่อ่อนแอและขึ้นเบียดเสียดกันแน่นเกินไปออก ให้มีระยะห่างระหว่างต้น 5-8 เซนติเมตร ช่วงนี้ควรให้ปุ๋ยพวกสารละลายสตาร์ทเตอร์โซลูชั่นแก่ต้นกล้า และหมั่นตรวจดูแลป้องกันโรคแมลงที่เกิด เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 3-4 ใบ อายุได้ประมาณ 30-40 วัน ต้นสูงประมาณ 10-12 เซนติเมตร จึงย้ายกล้าลงแปลงปลูก

กะหล่ำดอก – สภาพดินฟ้าอากาศ

กะหล่ำดอก – สภาพดินฟ้าอากาศ

สภาพดินฟ้าอากาศ

กะหล่ำดอกเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนเหนียวที่มีการอุ้มน้ำและอินทรีย์วัตถุได้ดี การระบายน้ำและอากาศดี ไม่ทนต่อสภาพดินเป็นกรดจัด การปลูกกะหล่ำดอกในดินร่วนโปร่งจะได้ดอกที่หลวมคุณภาพต่ำ ส่วนการปลูกกะหล่ำในดินเหนียวจะโตช้าในระยะแรก แต่ดอกกะหล่ำจะเกาะตัวเป็นก้อนแน่นคุณภาพสูงกว่า ดินที่ปลูกควรมีค่า PHระหว่าง 6-6.8 และควรได้รับแสงแดดเต็มที่

การปลูกกะหล่ำดอกนิยม ปลูกในฤดูหนาว อุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกอยู่ระหว่าง 15.5-18.3 องศาเซลเซียส หากปลูกกะหล่ำดอกในที่มีอุณหภูมิต่ำเกินไปจะทำให้ดอกกะหล่ำโตช้า และยืดอายุการเก็บเกี่ยวออกไป

กะหล่ำดอก – สรรพคุณของกะหล่ำดอก

กะหล่ำดอก – สรรพคุณของกะหล่ำดอก

สรรพคุณของกะหล่ำดอก

ในกะหล่ำดอกจะมีสารที่สามารถดึงสารก่อมะเร็ง(carcinogens) ออกจากเซลล์ กลไกที่เกิดขึ้นคือ สารซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ทำให้มีการผลิตเอนไซม์เฟสทูมากขึ้น (phase II) ซึ่งสามารถไปลดการผลิตเอนไซม์เฟสวัน (phase I) ที่เป็นอันตรายได้ เพราะเอนไซม์เฟสทู สามารถไปทำอันตรายสารพันธุกรรมในเซลล์ (cellular DNA) และจากรายงานผลการวิจัยพบว่า พืชในวงศ์ ครูซิเฟอร์อี้ (Cruciferae) ซึ่งรวมถึง บร็อคโคลี คะน้า ผักกาดขาว และกะหล่ำต่างๆ มีสารประกอบที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดี ดังนั้นจึงช่วยต้านมะเร็งได้ โดยมีรายงานว่าช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ดี กะหล่ำดอกมีโพแทสเซียมสูงจึงช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจและความดันโลหิตได้ อีกด้วย
มีรายงานการนำกะหล่ำดอกไปคั้นน้ำ แล้วอมกลั้วปาก พบว่าสามารถรักษาแผลในปาก แก้เจ็บคอ น้ำกะหล่ำดอกสดช่วยรักษา แผลเรื้อรัง โรคเรื้อนกวาง ปวดศรีษะชนิดเรื้อรัง หอบหืด หลอดลมอักเสบ โดยแนะนำให้ดื่มประมาณ 1- 2 ออนซ์ทุกวัน ในการรับประทานกะหล่ำดอกอย่าปรุงสุกเกินไป เพราะจะทำลายคุณสมบัติทางยาของกะหล่ำดอกได้

กะหล่ำดอก

ชื่อสามัญ : กะหล่ำดอก (Cauliflower)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brassica oleracea L. var. botrytis L. Cruciferae

กะหล่ำดอกมีถิ่นกำเนิดแถบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นผักอายุประมาณ 1 ปี ลำต้นสูง 40-55 เซนติเมตร ขนาดดอกหนัก 0.5-1.20 กิโลกรัม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-20 เซนติเมตร   ใช้บริโภคส่วนของดอกที่อยู่บริเวณปลายยอดของลำต้น ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนสีขาวถึงเหลืองอ่อน อัดตัวกันแน่น อวบและกรอบ นิยมเรียกส่วนดังกล่าวว่า ดอกกะหล่ำ ถ้าหากปล่อยให้เจริญเติบโตพัฒนาต่อไปก็จะเป็นช่อดอกและติดเมล็ดได้

กะหล่ำดอกเป็นผักที่มีรสชาติอร่อย กรอบหวาน ดอกสีเหลืองอ่อนน่ารับประทาน ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง ทั้งผัด แกง ใส่ก๋วยเตี๋ยวหรืออื่นๆ อีกมากมาย  อีกทั้งเป็นผักที่ขายได้ราคาดี ไม่ค่อยเสียหายระหว่างขนส่ง เก็บไว้ได้นานกว่าผักอื่นหลายชนิด เพราะลำต้นมีความแข็งแรง เนื้อแน่น และไม่อวบน้ำ

กะหล่ำดอกมีคุณค่าทางโภชนาการคือ มีสารเอนไซม์ต้านมะเร็งชื่อ ซัลโฟราเฟน (sulforaphane)สารฟีโนลิกส์ (phenolics) สารไอโซไทโอไซยาเนท (isothiocyanates) สารผลึกอินโดล(indoles) อินโดล ทรี คาร์บินัล (indole-3-carbinal) ไดไทอัลไทโอน (dithiolthiones) กลูโคไซโนเลท (glucosinolates) กรดโฟลิก และคูมารีน ( folic acid & coumarines) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกะหล่ำดิบจะมีวิตามินซีสูง มีธาตุโพแทสเซียม กำมะถัน และเส้นใยมาก