Category Archives: กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี – โรคและแมลงศัตรูของกะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี – โรคและแมลงศัตรูของกะหล่ำปลี

โรคและแมลงศัตรูของกะหล่ำปลี

โรคเน่าเละของกะหล่ำปลี สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย พบมากที่สุดในระยะที่กะหล่ำปลีกำลังจะห่อ โดยในระยะแรกพบเป็นจุด ๆ มีลักษณะฉ่ำน้ำคล้ายรอยช้ำ ลุกลามจนเน่าเละ ส่วนการป้องกันนั้นควรกำจัดแมลงปากกัดปากดูดทั้งหลายรวมทั้งแมลงวันใน พื้นที่ปลูก หากต้นไหนเป็นควรทำการถอนแล้วนำไปเผาทิ้งเสีย ถ้ามีไฟล่อแมลงตอนกลางคืนจะช่วยให้ตัวแมลงเข้าทำลายน้อยปัญหาจากเชื้อ แบคทีเรียดังกล่าวข้างต้นก็จะน้อยลงไปด้วย

โรคเน่าดำ สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas cam โดยเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ตามขอบใบจะเข้าทางรูใบ ทำให้ใบแห้ง บนเนื้อเยื่อที่แห้งจะมีเส้นใยสีดำเห็ดชัดเจน ลุกลามไปเรื่อยจนใบเหลืองเหี่ยวและแห้งตายในที่สุด  การป้องกันนั้นควรนำเมล็ดที่จะปลูกไปแช่ในน้ำอุ่นที่อุณหภูมิประมาณ 50-55 องศาเซลเซียส 20-30 นาทีแล้วนำขึ้น

หนอนใยผัก หนอนใยผักจะกัดกินผิวด้านล่างใบจนเกิดเป็นรูพรุน ทำให้ยอดกะหล่ำปลีเสียหาย ควรใช้ไฟล่อผีเสื้อกลางคืนให้ออกไปนอกพื้นที่ หรือลงบ่อปลา เพื่อลดการวางไข่ของผีเสื้อต้นตอของหนอนใยผัก ใช้สารฉีดพ่นเพื่อป้องกันและกำจัด

หนอนเจาะยอดกะหล่ำ หนอนเจาะยอดกะหล่ำ จะเจาะเข้าไปกัดกินในหัวหรือยอดผักที่กำลังเจริญเติบโต ทำให้ยอดขาดไม่เข้าหัว ถ้าระบาดในระยะออกดอกจะเจาะเข้าไปในลำต้น ก้านดอก หรือในระยะเล็กจะกัดกินดอก การป้องกันและกำจัดป้องกันที่จะให้หนอนใยผักระบาดน้อยที่สุดควรใช้ไฟล่อ ผีเสื้อกลางคืนให้ออกไปนอกพื้นที่ หรือลงบ่อปลา เพื่อลดการวางไข่ของผีเสื้อต้นตอของหนอนใยผัก ใช้สารฉีดพ่นเพื่อป้องกันและกำจัด

ด้วงหมัดผัก
ตัวเต็มวัยจะกัดกินใบจนเป็นรูพรุน ทำให้เกิดความเสียหายในระยะกะหล่ำปลีกำลัง จะเจริญเติบโต ส่วนตัวอ่อนที่เป็นหนอนชอบกัดกินราก บางครั้งอาจเกิดการระบาดในแปลงเพาะกล้า การป้องกันและกำจัดนั้นก่อนฤดูกาลเพาะปลูกควรตากดินสักระยะหนึ่งเพื่อทำลาย ตัวอ่อนหรือดักแด้ที่อยู่ในดิน ทำให้ต้นกะหล่ำปลีแข็งแกร่ง ต้านทานแมลงและโรคต่าง ๆ

กะหล่ำปลี – การเก็บเกี่ยวผลผลิต

กะหล่ำปลี – การเก็บเกี่ยวผลผลิต

การเก็บเกี่ยว

ขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละพันธุ์ บางพันธุ์อายุการเก็บเกี่ยวจะอยู่ที่ 60-70 วัน บางพันธุ์ก็ประมาณ 120 วัน ควรตรวจดูจากลักษณะของหัวกะหล่ำปลี ควรเลือกหัวที่แน่นและมีขนาดพอเหมาะ ประมาณหัวละ 2-3 กิโลกรัม การเก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสมจะได้หัวปลีที่สมบูรณ์ ถ้าเก็บขณะอ่อนเกินไปหัวจะไม่แน่นและจะเสียขนาดและน้ำหนัก แต่ถ้าปล่อยไว้นานเกินไปหัวก็จะหลวม ทำให้คุณภาพของกะหล่ำลดลง เมื่อตัดต้นกะหล่ำปลีออกมานอกแปลงแล้วจึงตัดแต่งใบนอกออก เหลือเป็นหัวกลม คัดแยกขนาดแล้วบรรจุเข่งส่งจำหน่าย

กะหล่ำปลี – การบำรุงดูแลรักษา

กะหล่ำปลี – การบำรุงดูแลรักษา

การบำรุงดูแลรักษา

การให้น้ำ

กะหล่ำปลีเป็นผักรากตื้น ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ  ควรรดน้ำในตอนเช้าเย็น ไม่รดจนแฉะเกินไป เมื่อกะหล่ำปลีเริ่มเข้าปลีเวลารดน้ำควรระวังไม่ให้น้ำเข้าไปในปลี เมื่อกะหล่ำปลีเข้าปลีเต็มที่แล้วควรลดปริมาณการให้น้ำลงทีละน้อยจนเหลือรด วันละครั้ง, วันเว้นวัน หรือ 2-3 วันครั้ง เพราะหากปลีได้รับน้ำในช่วงนี้มากเกินไปหัวปลีอาจแตกได้

การให้ปุ๋ย

กะหล่ำปลีต้องการธาตุอาหารสูง ดินและน้ำควรจะสมบูรณ์  การให้ปุ๋ยในกะหล่ำปลีจะแตกต่างกันตามระยะของการเจริญเติบโต

ระยะแรก เมื่อต้นอายุ15 วัน ให้ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยพวกไนโตรเจน เช่น ยูเรีย 48 %หรือแอมโมเนียมซัลเฟต 21 %ให้ต้นละ 1 ช้อนชา ช่วยให้ใบเจริญเติบโตดี

ระยะ 30 วันให้พรวนดินรอบโคนต้น ระยะนี้ควรใส่ปุ๋ยคอก  และปุ๋ยสูตร 12-8-8  ต้นละ 2 ช้อนชา

ระยะให้ผล คือระยะที่เริ่มเข้าปลี ควรกำจัดวัชพืชบ่อย ๆ เพราะจะเป็นตัวแย่งธาตุอาหารที่อยู่ในดิน อาจให้อาหารเสริมพวกโบรอน สังกะสีลงไปด้วย

กะหล่ำปลี – การเตรียมดิน, การเพาะกล้าและวิธีการปลูก

กะหล่ำปลี – การเตรียมดิน, การเพาะกล้าและวิธีการปลูก

การเตรียมดิน

กะหล่ำปลี สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด ดินที่ให้ผลดีคือดินร่วนปนดินเหนียว ค่าPH 5.8-6.5 มีความชื้นในดินสูง อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ที่ 22-25 องศาเซลเซียส  ไถพรวนที่ความลึกประมาณ 15-30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ผสมคลุกเคล้าให้ทั่ว

การเพาะกล้า

ขุดพลิกดินให้ลึกประมาณ 15 เซนติเมตร หว่านเมล็ดให้กระจายบนแปลงเพาะกล้า แล้วหว่านกลบด้วยดินผสมปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก หรือจะใช้วิธีหยอดเมล็ดเป็นแถวแทนการหว่านใช้ฟางหรือหญ้าแห้วคลุมแปลง รดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ  เมื่อต้นกล้าอายุได้ประมาณ 3-4สัปดาห์ ให้ย้ายลงแปลงปลูก

วิธีการปลูก

ก่อนถอนกล้ามาปลูกให้รดน้ำในแปลงกล้าไว้ก่อนประมาณ 30 นาที ให้กล้าชุ่มน้ำจะได้ไม่เหี่ยวง่าย ควรปลูกกล้าหลังบ่าย 4 โมง เพื่อให้แดดไม่แรง ต้นกล้าจะได้ไม่เฉาง่าย ใช้นิ้วชี้ขุดหลุมแล้วปักต้นกล้าลงไป กดดินให้แน่นแล้วกลบด้วยเศษวัชพืช ฟาง เพื่อรักษาความชื้นของดิน ควรพรางแสงให้ต้นกล้าสัก3-4 วันด้วยสแลน หรือคลุมดินด้วยฟางบางๆทั้งแปลง ช่วยให้ต้นกล้าตั้งตัวได้ดี

กะหล่ำปลี – ชนิดและพันธุ์ของกะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี – ชนิดและพันธุ์ของกะหล่ำปลี

ชนิดและพันธุ์ของกะหล่ำปลี

แบ่งออกด้วยกัน 3 ชนิด

1. กะหล่ำปลีธรรมดา Cabbage, White Cabbageมีลักษณะหัวหลายแบบ มีทั้งหัวกลม หัวเหลี่ยม หัวแบนราบ มีสีเขียวจนถึงเขียวอ่อน เป็นพันธุ์ที่ทนอากาศร้อน อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 50-60 วัน นิยมปลูกมากที่สุด

2. กะหล่ำปลีแดง Red Cabbage มีลักษณะหัวค่อนข้างกลม ใบมีสีแดงทับทิม ส่วนใหญ่มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วัน

3. กะหล่ำปลีใบย่น (Savoy Cabbage)เป็นกะหล่ำปลีที่มีผิวใบหยิกและเป็นคลื่น ต้องการอากาศที่หนาวเย็นในการปลูก

กะหล่ำปลี – สรรพคุณและประโยชน์

กะหล่ำปลี – สรรพคุณและประโยชน์

สรพพคุณและประโยชน์

ในเชิงโภชนาการกะหล่ำปลีสด มีวิตามินซีมากถึง 23 มิลลิกรัม/การบริโภค 100 กรัม นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัสสำหรับสร้างกระดูก  กะหล่ำปลียังได้ชื่อว่าเป็นผักต้านมะเร็งอีกด้วย

กะหล่ำปลีกับมะเร็ง

นายแพทย์ลี วัตเทนเบิร์ก ศาสตราจารย์ทางด้านสรีระที่คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมินเนโซตา ได้ทดลองให้หนูกินพืชตระกูลกะหล่ำหลายชนิด แล้วจึงฉีดสารก่อมะเร็งเข้าในตัวหนู พบว่าหนูส่วนใหญ่ไม่เป็นมะเร็ง  ต่อมานายแพทย์วัตเทนเบิร์กได้สกัดสารเคมีที่ชื่อ Indoles จากกะหล่ำ แล้วฉีดเข้าไปในหนู ตามด้วยสารก่อมะเร็ง พบว่าหนูที่ไม่ได้รับIndoles ร้อยละ 91 เป็นมะเร็งเต้านม ขณะที่หนูที่ได้ Indoles เป็นมะเร็งเพียงร้อยละ 21 เมื่อทดลองซ้ำก็ได้ผลการทดลองเช่นเดิม

ดร.โทมัส เคนส์เลอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาพิษวิทยา มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปส์กิน สกัดสารอีกกลุ่มหนึ่งชื่อว่า Dithiolthiones จากกะหล่ำปลี ฉีดเข้าในหนูทดลอง หลังจากนั้นจึงฉีดอัลฟลาทอกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอย่างแรงตามเข้าไป พบว่าสารก่อมะเร็งลดความแรงลงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ดร.เคนส์เลอร์สรุปว่า ” Dithiolthiones จากกะหล่ำเป็นสารต้านมะเร็งที่ทรงพลานุภาพที่สุดเท่าที่เคยพบ ”

จากการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่าน้ำคั้นจากกะหล่ำสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในลำไส้ จึงจัดได้ว่ามันมีฤทธิ์เป็นสารต้านมะเร็ง  การรับประทานกะหล่ำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งในรูปของสลัดหรือผักสดหรือลวกนับว่าเพียงพอที่จะช่วยลดความเสี่ยงจาก การเป็นมะเร็งในลำไส้ได้

กะหล่ำปลีกับโรคแผลในกระเพาะและลำไส้

ในปี 1940 ดร.การ์เนตต์ เชนีย์ แห่งคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดทดลองให้หนูกินกะหล่ำปลีแล้วกระตุ้นให้เกิดแผลใน กระเพาะ ปรากฏว่าหนูที่ได้รับกะหล่ำปลีไม่เป็นโรคกระเพาะแม้แต่รายเดียว ต่อมาเขาทดลองให้น้ำคั้นกะหล่ำปลีแก่ผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะและลำไส้ จำนวน 55 ราย พบว่า ผู้ป่วยฟื้นตัวและหายจากอาการแผลในทางเดินอาหารเร็วกว่าคนไข้ทั่วไปถึง 83 เปอร์เซนต์

ในปี 1973 นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสาร Gefarnate ในกะหล่ำมีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์เยื่อบุกระเพาะและลำไส้ให้สร้างน้ำคัดหลั่งคลุม ผิวทางเดินอาหาร ปกป้องแผลจากกรดในกระเพาะได้ กะหล่ำปลีที่มีฤทธิ์ดังกล่าวต้องเป็นชนิดสีขาวและต้องใช้สดๆ

ในตำรายาไทย กะหล่ำปลีมีสรรพคุณช่วยประตุ้นให้กระเพาะอาหารสร้างเยื่อบุผนังได้เร็ว รักษาโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ โรคท่อน้ำดีอักเสบ และลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยในผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ดื่มน้ำคั้นจากใบสด วันละ 2 แก้ว หรือรับประทานกะหล่ำปลีบ่อยๆ

ข้อควรระวังในการบริโภค

การนำกะหล่ำปลีมารับประทาน ไม่ควรทานแบบดิบในปริมาณมากที่เกินไป  เพราะกะหล่ำปลีดิบจะมีสารที่เรียกว่า กอยโตรเจน (Goitrogen)ซึ่งเป็นสารที่จะไปกันไม่ให้ต่อมไทรอยด์จับไอโอดีนไปสร้างเป็น ฮอร์โมนไทรอกซิน (Thyroxine) ส่งผลให้เกิดเป็นโรคคอพอกได้ แต่สารกอยโตรเจนนี้ถูกทำลายได้ โดยการต้ม จึงควรปรุงให้สุกก่อน และควรบริโภคผักที่ปลอดสารพิษจะดีที่สุด

กะหล่ำปลี – ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ชื่อสามัญ : กะหล่ำปลี(Cabbage)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brassica oleracea L. var. capitata

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชล้มลุก ลำต้นสั้นมาก ใบเดี่ยว รูปกลมหรือรูปไข่กว้าง เรียงสลับซ้อนกันแน่นหลายชั้นเป็นก้อนกลมแป้นหรือกลมรี แผ่นใบหนา ใบชั้นนอกสุดมีนวล

กะหล่ำเป็นพืชที่มนุษย์นำมาปลูกเพื่อบริโภคเป็นเวลานานกว่า 4,500 ปีมาแล้ว และได้ปรับปรุงคัดเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมต่อการบริโภคในลักษณะต่างๆ กะหล่ำในปัจจุบันจึงมีลักษณะแตกต่างไปจากกะหล่ำป่า (Wild Cabbage)ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปยุโรปตอนใต้และแถบเมดิเตอเรเนียน สำหรับประเทศไทยนั้น มีผู้นำเข้ามาทดลองปลูกพบว่าปลูกได้ดีเฉพาะภาคเหนือและอีสานซึ่งมีอากาศเย็น ต่อมามีการปรับปรุงพันธุ์ให้ทนร้อน จึงสามารถปลูกได้ทั่วประเทศและทุกฤดูกาล