พริก
ชื่อสามัญ : พริกขี้หนู (bird chilli), พริกชี้ฟ้า (Chilli Spur Pepper) , พริกหวาน (Sweet Pepper) , พริกหยวก (Green Pepper)
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
พริกขี้หนู – Capsicum Frutescens Linn.
พริกชี้ฟ้า – Capsicum annnuum Linn. Var acuminatum Fingerh.
พริกหยวก – Capsicum annnuum Linn.
พริกยักษ์ – Capsicum annnuum var. grossum Bail.
ชื่ออื่น / ชื่อท้องถิ่น :
พริกขี้หนู – พริกนก พริกแต้ พริกแด้ (เหนือ) พริกขี้นก ดีปลีขี้นก (ใต้) ดีปลี (ปัตตานี) ปะแกว (นครราชสีมา) มะระตี้ (สุรินทร์)หมักเพ็ด พริกแกว (อีสาน)
พริกชี้ฟ้า – พริกเดือยไก่ (เหนือ) พริกมัน (กรุงเทพ)
พริกยักษ์ – พริกหวาน พริกฝรั่ง
ประโยชน์ของพริก
พริกจัดได้ว่าเป็นเครื่องเทศที่เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของโลก นิยมนำมาใช้ปรุงอาหารในครัวเรือน โดยเฉพาะอาหารไทยมักจะมีพริกเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องปรุงเสมอ ในทางอุตสาหกรรมอาหารสามารถทำเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเครื่องปรุงแต่งรส เช่น พริกแห้ง พริกป่น น้ำพริกเผา น้ำพริกแกง และซอสพริก พริกจึงเป็นเครื่องเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง
พริกมีคุณค่าทางโภชนาการที่น่าสนใจ สีของพริกคือสารจำพวกแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) โดยมีอยู่มากมายถึง 20 ชนิด ที่สำคัญได้แก่เบตาแคโรทีน (Beta-carotene) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา นอกจากนี้แล้วยังให้วิตามินซีในปริมาณที่สูงมากกว่าส้มหนึ่งผลถึง 6 เท่า
สรรพคุณทางยา
- พริกใช้เป็นส่วนผสมในยาธาตุ ยาแก้ปวดท้อง เพราะสาร Capsaicin ซึ่งเป็นสารที่ทำให้พริกมีรสเผ็ดที่พบมากในไส้พริก จะช่วยกระตุ้นการหลั่งเอนไซม์บางชนิดซึ่งทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวและคลายตัว
- คนโบราณยังใช้พริกเป็นยาชาเฉพาะที่เพื่อลดอาการปวด เช่น ปวดฟัน ปัจจุบันพบว่า สาร Capsaicin ออกฤทธิ์ต่อเซลล์ประสาทโดยชะลอการหลั่ง Neurotransmitter ที่ปลายประสาท ชื่อ “Substance P” ส่งผลให้สมองส่วนกลางรับรู้การเจ็บปวดช้าลง
- พริกช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขึ้น ช่วยเจริญอาหารโดยกระตุ้นให้น้ำลายในปากไหลออกมามาก
- พริกช่วยขับเสมหะ ทำให้ทางเดินหายใจโล่ง โดยสาร Capsaicin จะช่วยลดความไวของปอดต่อการเกิดอาการต่างๆ เช่น การบวมของเซลล์หลอดลม ลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณหลอดลม ดังนั้นจึงมีประโยชน์ในผู้ป่วยหอบหืด สังเกตได้ว่า เมื่อเรารับประทานพริกเผ็ดๆ น้ำตา น้ำมูกจะไหล จึงทำให้เสมหะที่เหนียวข้นเจือจางลง ช่วยให้ขับเสมหะออกมาได้ง่าย ขับเหงื่อ ขับลม แก้อาเจียน
- พริกสามารถลดความดันโลหิตได้ โดยไปช่วยกระตุ้นสมองส่วนกลางให้หลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารสร้างความสุข ทำให้เกิดการผ่อนคลาย ทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ด้วยดี ช่วยป้องกันการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย
- การรับประทานพริกปริมาณพอเหมาะเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเพราะมีวิตามินเอ วิตามินซี ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)
- พริกใช้เป็นส่วนผสมในขี้ผึ้งทาถูนวดและยาทาผิวหนังบางตำรับ เช่น น้ำมันมวย น้ำมันปาล์ม เพื่อแก้อาหารปวดเมื่อยบวมและลดอาการอักเสบ เพราะบริเวณผิวที่ทายาจะมีเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น สามารถแก้อาการเป็นตะคริวได้ เพราะพริกจะช่วยกระตุ้นบริเวณที่เป็นทำให้รู้สึกร้อนขึ้น และช่วยรักษาหิด กลาก เกลื้อนได้อีกด้วย
แม้ว่าพริกจะมีสรรพคุณดังกล่าว ก็ควรรับประทานอย่างระมัดระวัง เพราะรสเผ็ดในพริก อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดบาดแผลในระบบทางเดินอาหารได้ภายหลัง จึงไม่ควรรับประทานพริกสดๆ ปริมาณมากหรือรับประทานตอนท้องว่าง
ลักษณะทั่วไปของพืช
พริกเป็นผักตระกูล Solanaceae ส่วนใหญ่ปลูกได้ดีในเขตร้อน สภาพดินที่เหมาะกับการปลูกพริกที่สุด คือ ดินร่วนปนทราย ที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างในช่วง 5.5-6.5 ถิ่นกำเนิดของพริกคือทวีปอเมริกากลางและใต้ พริกที่นิยมในประเทศไทยแบ่งตามความเผ็ดได้เป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่เผ็ดมาก ได้แก่ พริกขี้หนูสวน พริกขี้หนูไทย และพริกเหลือง กับกลุ่มที่เผ็ดน้อย ซึ่งได้แก่ พริกหยวก พริกชี้ฟ้า และพริกฝรั่ง
การเตรียมดิน
ไถตากดินทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ไถพรวน 1 ครั้ง หลังจากนั้นใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักให้ทั่วแปลงในอัตรา 3-4 ตัน/ไร่ ใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ หว่านให้ทั่วพื้นที่ปลูก แล้วพรวนกลบเข้ากับดินแล้วจึงเตรียมแปลงปลูก
การเตรียมแปลงปลูกสามารถทำได้สองแบบตามลักษณะของพื้นที่ คือ
1. ปลูกแบบไม่ยกแปลง เหมาะสำหรับพื้นที่ ๆ มีการระบายน้ำดี ปรับระดับได้สม่ำเสมอ การปลูกแบบนี้อาจปลูกเป็นแถวเดียว ใช้ระยะห่างระหว่างแถว 60-70 ซม. ระหว่างต้น 50 ซม. หรือปลูกเป็นแถวคู่ ระยะระหว่างแถวคู่ 1 เมตร ระหว่างแถว 50 ซม. ระหว่างต้น 50 ซม.
2. ปลูกแบบยกแปลง เหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง ระบายน้ำดอกได้ยาก ขนาดแปลงกว้าง 1.50 เมตร ร่องน้ำกว้าง 50 ซม. ลึก 50 ซม. ปลูก 2 แถว บนแปลง โดยมีระยะห่างแถว 0.75-1.00 เมตร ระหว่างต้น 50 ซม. หรือปลูกเป็นแถวคู่ 1 เมตร ระหว่างแถว 50 ซม. ระหว่างต้น 50 ซม.
การเพาะกล้า
เทคนิคการกระตุ้นความงอกของเมล็ดพริก ทำได้โดยห่อเมล็ดพริกใส่ถุงผ้า นำไปแช่ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50-60 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ใช้ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาด นำมาห่อถุงเมล็ดพริก ทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน จึงนำไปหว่านเมล็ดลงบนแปลงเพาะ เมื่อต้นกล้าแตกใบแรกหรือ ประมาณ 7 วันหลังหว่าน จึงย้ายมาเพาะต่อในถาดหลุมอีกประมาณ 25-30 วัน จึงย้ายกล้ามาปลูกลงแปลงที่เตรียมไว้ เทคนิคการทำให้ต้นกล้าแข็งแรงทนทานต่อสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม ทำได้โดยการฉีดพ่นสารละลายของน้ำตาลเข้มข้น 10% คือใช้น้ำตาลทราย 10 ส่วน เติมน้ำลงไปอีก 90 ส่วน ฉีดทุก ๆ 3 วัน เป็นเวลา 2 อาทิตย์ก่อนย้ายปลูก ก่อนทำการฉีดสารละลายน้ำตาลทรายนี้ต้องทำให้ใบพริกเปียกน้ำให้ทั่ว เพื่อให้ใบดูดซึมน้ำตาลได้มาก
การย้ายกล้าลงแปลงปลูก
การย้ายกล้านี้ต้องทำอย่างระมัดระวัง พยายามให้รากติดต้นมากที่สุดก่อนย้ายปลูกในแปลงใหม่ ควรจะรดน้ำแปลงเพาะให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 1 ชม. แล้วใช้ไม้หรือปลายมีดพรวนดินให้ร่วน ค่อย ๆ ถอนต้นกล้า หลังจากปลูกรดน้ำต้นกล้าที่ปลูกใหม่ให้ชุ่ม ให้ใช้ฟางแห้งหรือหญ้าแห้งคลุมดินเพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน จะทำให้ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น
การบำรุงต้นและผล
ในระยะที่ต้นพริกยังเล็กควรมีการกำจัดวัชพืชให้บ่อยครั้ง หากวัชพืชคลุมต้นพริกช่วงระยะการเจริญเติบโต จะทำให้แคระแกร็นคุณภาพผลผลิตไม่ดี การกำจัดวัชพืชน้อยครั้งยังมีผลทำให้ดินที่มีผิวหน้าแข็งหรือเหนียวจับกันเป็นแผ่น ทำให้น้ำซึมผ่านได้ยาก การถ่ายเทอากาศและระบายน้ำไม่ดี
การให้ปุ๋ย
ขึ้นอยู่กับชนิดและคุณภาพของดินปลูก โดยทั่วไปจะให้ปุ๋ยคอก อัตรา 3-4 ตันต่อไร่ ผสมกับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ 15-15-15 อัตรา 50 กก.ต่อไร่ รองพื้นก่อนย้ายปลูกและหลังย้ายปลูกแล้ว 1 เดือน จึงใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 กก.ต่อไร่ อีกครั้งหนึ่ง วิธีใส่ให้โรยกึ่งกลางระหว่างแถวปลูกแล้วพรวนกลบ ในระยะนี้เป็นระยะที่พริกเริ่มจะมีตาดอก (แต่ยังไม่ออกดอก) มีความต้องการธาตุอาหารเสริมบ้าง ดังนั้นหลังจากใส่ปุ๋ยแล้ว 1-2 อาทิตย์ ควรฉีดปุ๋ยน้ำ เช่น ไบโฟลาน ให้ทางใบ ซึ่งพริกจะนำไปใช้ได้เร็วขึ้น ปุ๋ยน้ำที่ฉีดให้ทางใบนี้ควรให้ทุกครั้งหลังจากเก็บเกี่ยว โดยฉีดผสมไปกับยาป้องกันกำจัดศัตรูพืช
การให้น้ำ
พริกเป็นพืชที่ทนแล้งดีกว่าทนน้ำ แต่ในระยะที่พริกเริ่มออกดอก พริกจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ หากได้รับน้ำไม่เพียงพอและอากาศแห้งแล้งจะทำให้ดอกอ่อน ดอกบาน และผลอ่อนที่เพิ่งติดร่วงได้ ตัวอย่างการให้น้ำ
- ช่วง 3 วันแรก ให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น
- ช่วง 4 วันต่อมา ให้น้ำวันละครั้ง
- ช่วงสัปดาห์ที่ 2 – 4 ให้น้ำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
- ช่วงสัปดาห์ที่ 5 – 7 ให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
- ช่วงสัปดาห์ที่ 7 ไปแล้วให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
ทั้งนี้ การให้น้ำแก่พริกควรให้ตามสภาพพื้นที่ อย่าให้น้ำมากจนแฉะเกินไป จะทำให้พริกเหี่ยวตายได้ หากปล่อยให้ดินแห้งมากก็จะทำให้ชะงักการเจริญเติบโต ช่วงเก็บเกี่ยวผลควรลดการให้น้ำ เพราะการให้น้ำมากจะทำให้ผลมีสีไม่สวย คุณภาพไม่ดี
พริกชี้ฟ้า (Chilli Spur Pepper)
การเก็บเกี่ยว
พริกจะเริ่มให้ผลผลิตหลังจากย้ายปลูกแล้ว 2 เดือนครึ่ง ถึง 3 เดือน ในระยะแรกผลผลิตจะได้น้อยและจะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เก็บเกี่ยวอาทิตย์ละ 1 ครั้งผลผลิตจะเริ่มลดลงเมื่อพริกเริ่มแก่ เมื่อพริกอายุได้ 6-7 เดือน หลังย้ายปลูกต้นจะเริ่มโทรมและหยุดให้ผลผลิต แต่ถ้ามีการดูแลบำรุงรักษาดีพริกจะมีอายุถึง 1 ปี
การเก็บรักษาพริกให้คงสภาพสดอยู่ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ พบว่าอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ความขึ้น 95-89% จะเก็บพริกให้คงความสดอยู่ได้นานถึง 40 วัน และอุณหภูมิ 8-10 องศาเซลเซียส ความชื้น 85-90% จะเก็บพริกสดไว้ได้นาน 8-10 วัน
โรคและแมลง
โรคกล้าเน่าตาย การป้องกันทำได้โดย
1. หลังจากล้างเมล็ดพันธุ์แล้วควรคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไดเทน เอ็ม 45 ชนิดสีแดง เพื่อป้องกันเชื้อราในดินเข้าทำอันตรายเมล็ดในขณะที่มีการงอก
2. เมื่อต้นกล้างอกขึ้นมาเหนือพื้นดินแล้ว ต้องรีบฉีดยาป้องกันทันทีและจะต้องฉีดพ่นยาทุก 5-7 วันต่อครั้ง ยาที่ใช้ฉีดพ่นก็เป็นจำพวกยาป้องกันกำจัดเชื้อราทั่ว ๆ ไป ที่ใช้ฉีดพ่นบนใบ เช่น ชิงโคโฟล, ไดเทนเอ็ม 45 ฯลฯ นอกจากนี้ควรฉีดพ่นยาลงไปบนผิวดินด้วย ยาที่ใช้ฉีดพ่นไม่ควรใช้ยาที่เป็นสารประกอบพวกทองแดง
โรครากและโคนเน่า ต้นพริกที่เป็นโรคนี้เริ่มมีอาการใบเหลืองแล้วใบร่วงต้นพริกเหี่ยวยืนต้นตาย ได้ทุกระยะ กสิกรเรียกพริกที่มีอาการใบเหลืองแล้วร่วงจนต้นพริกมีพุ่มโปร่งตานี้ว่า พริกหัวโกร๋น โคนต้นและรากพริกเน่าเนื้อเยื่อเป็นสีน้ำตาล การป้องกันกำจัด ถ้าพบโรคนี้ระบาดควรจะทำการป้องกันกำจัดดังต่อไปนี้
1. ให้ถอนทำลายต้นที่เป็นโรคโดยการนำไปเผาไฟเสีย
2. ใส่ปูนขาวในดินประมาณ 100-200 กก./ไร่ และใส่เศษใบไม้ร่วมไปด้วยเพื่อปรับสภาพดินไม่ให้เป็นกรด เนื่องจากเชื้อราชอบดินที่เป็นกรด
โรคแอนแทรคโนสหรือโรคกุ้งแห้ง เกิดจากเชื้อรา โดยระยะที่ผลพริกติดโรคได้ง่าย คือ ระยะที่เติบโตเต็มที่หรือก่อนที่พริกจะเปลี่ยนสี อาการเริ่มแรกจะปรากฏเป็นจุดวงกลมช้ำสีน้ำตาล ขยายวงกว้างออกไป ผลพริกที่มีแผลดังกล่าวนี้จะร่วงเสียก่อนที่ผลจะสุกหรือแก่เต็มที่ การป้องกันกำจัด
1. คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีปลูก คือเลือกจากผลพริกที่ไม่ได้เป็นโรคนี้
2. ควรใช้ยาคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วย ยาฆ่าเชื้อราแคปแทนเพื่อทำลายเชื้อโรค ซึ่งอาจติดมากับเมล็ดพันธุ์
3. ใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไดโฟลาแทน, ไดเทน เอ็ม 45 ฉีดพ่นทุก ๆ 3-15 วันต่อครั้ง ยาทุกชนิด ยกเว้นพวกกำมะถันให้ผลเหมือนกันในการป้องกันโรคนี้
4. พริกบางพันธุ์มีความต้านทานสูง เช่น พริกเหลืองและพริกหยวก เป็นต้น
5. อย่าใช้เมล็ดจากผลที่เป็นโรคนี้ทำเมล็ดพันธุ์
เพลี้ยไฟ , เพลี้ยอ่อน เป็นศัตรูพืชที่ทำให้พริกใบหงิกงอ ลักษณะใบม้วนผิดปกติ ระบาดในช่วงแห้งแล้ง การป้องกันกำจัดทำได้โดยใช้สารเคมีกำจัดแมลงในกลุ่มคาบาเมท เช่น เซพวิน ฟอส ฉีดพ่นทุก 5-7 วันในช่วงที่ระบาด


